December 2, 2020

การล้ำหน้า หรือภาษาอังกฤษเรี่ยกว่า Offside มีประวัติกว่า 150 ปีมาแล้ว เนื่องจากกองหน้าของแต่ละทีมมีมากถึง 8 คน

ประวัติความเป็นมาของ การล้ำหน้าหรือ Offside ในกีฬาฟุตบอล โดยเมื่อกว่า 150 ปีก่อน ตอนนั้นแต่ละทีมมีนักเตะกองหน้าของตนมากถึง 8 คนกลาย ๆ กับการเตะบอลของเด็ก ๆ ที่ยังไม่เข้าใจมากนักในการเล่นบอล คือเอาแต่ยิงเข้าประตูอย่างเดียว

จึงทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลอังกฤษ หรือเรี่ยกว่า FA ได้ตั้งกฎระเบียบการเล่นนี้ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1863 เพื่อนไม่ให้นักเตะกองหน้าของแต่ละทีมที่มีจำนวนมากเอาเปรียบต่อการยิงเข้าประตูได้ง่ายๆ

หลังจากกฎนี้ถูกนำมาใช้แล้ว ก็มีการปรับปรุงเอาไปใช้ในหลายๆประเทศ ซึ่งกฎของการล้ำหน้านี้ได้รับแก้ไขมาเรื่อย ๆ จนกว่าได้กลายมาเป็นกฎที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้  และสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ FIFA เป็นผู้ที่กำหนดและแก้ไขเพื่อให้สมาชิกทุกๆ ประเทศนำเอาปฏิบัติตาม

กฎของการล้ำหน้าเมื่อตอนแรกๆ

กฏของการล้ำหน้าเมื่อตอนแรกสุด คือนักแตะที่ยืนอยู่ที่ตำแหน่งล้ำหน้าจะไม่มีสิทธิ์ยิงประตูแต่สามารถส่งบอลให้เพื่อนรวมทีมได้ เมื่อเพื่อนรวมทีมคนนั้นอยู่ในที่ต่ำแหน่งไม่ล้ำหน้าโดยเทียบกับบอล หรือสามารถส่งบอลให้คนที่อยู่ในตำแหน่งหลังบอลได้  แตกต่างจากกฎของปัจจุบันที่การล้ำหน้านี้นักแตะจะต้องยืนอยู่ที่ตำแหน่งหลังหรือเท่ากับของฝ่ายตงข้าม  

จนถึงปี 1866 กฎนี้ได้รับการปรับปรุงโดยถูกเรี่ยกว่า กฎสามผู้เล่น หรือ three-player rule  ซึ่งหมายความว่านักแตะจะไม่ล้ำหน้า ถ้านักเตะคนนั้นอยู่ระหว่างกับนักเตะอีก 3 คนของฝ่ายคู่แข่ง โดยกฎนี้ใช้บอลเป็นการวัดตำแหน่งล้ำหน้า (ไปก่อนบอลหมาความว่า ล้าหน้า) และเปลี่ยวมาเป็นการเอานักเตะของคู่แข่งเป็นการวัดตำแหน่งล้ำหน้าแทน

ต้นศตวรรษที่ 20

เมื่อปี ค.ศ. 1903 จะไม่มีการล้ำหน้าเกิดขึ้นแม้ว่านักแตะยืนอยู่ตำแหน่งที่ล้ำหน้าก็ตาม ถ้านักแตะคนนั้นไม่มีการเคลื่อนไหว   จนถึงปี ค.ศ. 1921 การโยนบอลเข้าสนามเมื่อบอลได้ออกไปจากด้านข้าง จะต้องไม่มีการล้ำหน้า ซึ่งกฎสองข้อนี้ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน

การปรับปรุงครั้งใหญ่เริ่มจากปี 1925

The Guadian ได้รายงานว่าตอนที่สโมสร นิวคาสเซิลยังหาประตูไม่ได้ภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์ติดต่อกัน และนักเตะกอนหน้าสองคน Frank Hudspeth และ Bill McCracken  ได้รับการล้ำหน้ามากเกินไป

ทำให้ FA ได้ยืนข้อเสนอสองข้อเพื่อแก้ไขปัญกาดังกล่า  ข้อที่หนึ่ง เปลี่ยนการล้ำหน้า โดยการยืนไม่ให้ล้ำหน้าจากนัเตะกองหลัง 3 คนของคู่แข่ง มาเป็น การยืนไม่ให้ล้ำหน้าจากนัเตะกองหลัง 2 คน แทน  และข้อที่สองคือ วัดระยะความยาว ถ้านักเตะยืนในระยะความยาวมากกว่า 37 เมตรห่างจากนักเตะกองหลังของคู่แข่ง   จะต้องไม่มีการล้ำหน้าเกิดขึ้น ข้อนี้สังเกตให้เห็นว่าเป็นกฎที่ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน ซึ่งจะต้องไม่มีการล้ำหน้าเกิดขึ้น แม้ว่านักแต่ของคู่แข่งทั้งหมดยืนอยู่ในตำแหน่งครึ่งตรางของพื่นที่คูแข่งก็ตาม

เมื่อซีสั่นปี ค.ศ. 1925-1926 การยิงเข้าประตู้ต่อหนึ่งแมทช์โดยเฉลี่ยวอยู่ที่ 3.69 เป็นผลที่เกิดจากการที่มีช่องว่างมาถึง 40 เมตรที่ทำให้กองหน้ามีโอกาสน้อยมากในที่ทำให้การล้ำหน้าเกิดขึ้น     ถ้านักเตะยืนในระยะห่าง40เมตรจากประตูของคู่แข่งจะทำให้นักแตะกองหน้ามีโอกาสมากในการพาบอลเอาไปยิงประตูได้

หลังจากนั้นคณะกรรมการระหว่างประเทศ หรือ international Board ได้ทำการปรังปรุงกฎนี้เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน แม้กระทั้งมีการล้ำหน้าแค่ไหล่นิดเดี่ยวก็กรรมการสามรถจับได้ และลาสุดได้นำเอาเทคโนโลยี VAR มาใช้ในการตัดสินเพื่อให้แม่นยำในการเล่นมากยิ่งขึ้น